ไข้มาลาเรีย
โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ เกิดจากเชื้อ Plasmodium ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียว อยู่ใน Class Sporozoa มีวงจรชีวิตในสัตว์มีกระดูกสันหลังและสัตว์จำพวกยุง
1. เชื้อมาลาเรียในคนมีอยู่ 4 ชนิดคือ
1. Plasmodium falciparum (หรือไข้จับสั่นวันเว้นวัน ชนิดร้ายแรง จับไข้ทุก 36 ชม.)
2. Plasmodium vivax (หรือไข้จับวันเว้นวัน ชนิดไม่ร้ายแรง จับไข้ทุก 4 ชั่วโมง)
3. Plasmodium malariae (มีอาการคล้ายกับเชื้อชนิดไวแวกซ์)
4. Plasmodium ovale ( ไข้จับสั่นวันเว้นสองวัน จับไข้ทุก 72 ชั่วโมง)
1. Plasmodium falciparum (หรือไข้จับสั่นวันเว้นวัน ชนิดร้ายแรง จับไข้ทุก 36 ชม.)
2. Plasmodium vivax (หรือไข้จับวันเว้นวัน ชนิดไม่ร้ายแรง จับไข้ทุก 4 ชั่วโมง)
3. Plasmodium malariae (มีอาการคล้ายกับเชื้อชนิดไวแวกซ์)
4. Plasmodium ovale ( ไข้จับสั่นวันเว้นสองวัน จับไข้ทุก 72 ชั่วโมง)
2. ยุงพาหะนำเชื้อมาลาเรีย คือ ยุงก้นปล่องตัวเมีย ในประเทศไทยมียุงก้นปล่องประมาณ 68 ชนิด มี 6 ชนิดที่สามารถนำเชื้อ โดยแบ่งดังนี้
1. ยุงพาหะหลัก (Primary vector) คือยุงที่มีบทบาทและความสำคัญต่อการนำเชื้อ ได้แก่ยุงก้นปล่องชนิด Anopheles dirus , Anopheles minimus , Anopheles maculatus
2. ยุงพาหะรอง (Secondary vector) มีความสำคัญและความสามารถการนำเชื้อรองลงมา ได้แก่ Anopheles acunitus , Anopheles sundaicus , Anopheles pseudowillmori
นอกจากนี้ยังมียุงก้นปล่องที่สงสัยว่าจะเป็นยุงพาหะอีกหลายชนิด เนื่องจากมีความหนาแน่นสูงและเป็นยังเป็นยุงพาหะในประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังไม่พบว่านำเชื้อในประเทศไทย ได้แก่ Anopheles phlippinensis , Anopheles , barbirostris , Anopheles capestris , Anopheles culicifacies
3. สาเหตุและการติดต่อ
โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงก้นปล่อง โดยยุงก้นปล่องกัดคนที่มีเชื้อมาลาเรีย (ผู้ป่วย) จะทำให้เชื้อมาลาเรียเข้าไปอยู่ในตัวยุง ถ้ายุงที่มีเชื้อมาลาเรียไปกัดคนที่มีสุขภาพดีแข็งแรง ก็จะทำให้คนนั้นรับเชื้อ และเกิดการเจ็บป่วย แม้ว่าร่างกายสุขภาพแข็งแรงแต่ถ้าปล่อยให้ยุงมีเชื้อมาลาเรียกัด ก็มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อมาลาเรียในร่างกายแล้วถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์แต่พบน้อยมาก หรือจากการถ่ายเลือดซึ่งกันโดยไม่ตรวจหาเชื้อมาลาเรียก่อนการให้เลือด
โรคไข้มาลาเรียเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงก้นปล่อง โดยยุงก้นปล่องกัดคนที่มีเชื้อมาลาเรีย (ผู้ป่วย) จะทำให้เชื้อมาลาเรียเข้าไปอยู่ในตัวยุง ถ้ายุงที่มีเชื้อมาลาเรียไปกัดคนที่มีสุขภาพดีแข็งแรง ก็จะทำให้คนนั้นรับเชื้อ และเกิดการเจ็บป่วย แม้ว่าร่างกายสุขภาพแข็งแรงแต่ถ้าปล่อยให้ยุงมีเชื้อมาลาเรียกัด ก็มีโอกาสป่วยเป็นโรคไข้มาลาเรียได้ นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อจากมารดาที่มีเชื้อมาลาเรียในร่างกายแล้วถ่ายทอดทางรกไปสู่ทารกในครรภ์แต่พบน้อยมาก หรือจากการถ่ายเลือดซึ่งกันโดยไม่ตรวจหาเชื้อมาลาเรียก่อนการให้เลือด
4. อาการ
ในระยะแรกไข้จะจับไม่เป็นเวลา อาจมีอาการไม่สบายในระยะ 2-3 วันแรก เช่น ปวดศรีษะ ปวดเมื่อย เพลีย เบื่ออาหาร หลังจากนั้นไข้จะจับเป็นเวลา แบ่งเป็น 3 ระยะ
1. ระยะหนาว จะหนาวสั่นประมาณ 15-20 นาที มีอาการหนาวสั่นขนลุก ห่มผ้าหลายผืนก็ไม่หาย อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ผิวหนังเย็นซีด อาจคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย แล้วจะเข้าสู่ระยะร้อน
2. ระยะร้อน นานประมาณ 2 ชั่วโมง อุณหภูมิร่างกายสูง 39-40 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นแรง ความดันโลหิตสูง ลมหายใจร้อน หน้าผิวหนังแดงและแห้ง คลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำ บางคนจะมีอาการกระสับกระส่าย หรือไม่มีสติ ปวดศรีษะมากปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา ถ้าเป็นเด็กอาจชัก ต่อมาเหงื่อเริ่มออก อาการจะคลายร้อน
3. ระยะเหงื่อออก กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อออกทั่วตัว ความดันโลหิตกลับสู่ปกติ ผู้ป่วยรู้สึกเพลียหลับไป เข้าสู่ระยะพัก ไม่มีไข้ รู้สึกสบายดี กินเวลา 1-2 วัน แล้วแต่ชนิดของเชื้อและจะจับไข้อีก
- Relapse คือการกลับมีอาการและมีเชื้อมาลาเรียในโลหิตอีก หลังจากหายแล้วโดยไม่ได้รับเชื้อใหม่อีก เกิดเฉพาะชนิดไวแวกซ์และโอวาเล่ เพราะทั้ง 2 ชนิดนี้มีเชื้อมาลาเรียหลบซ่อนที่เซลล์ตับ ซึ่งจะเจริญเข้าสู่เม็ดเลือดแดงอีก จึงทำให้เป็นไข้กลับ แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก
- Recrudescence คืออาการไข้กลับที่เกิดจากเชื้อมาลาเรียถูกทำลายไม่หมด เชื้อที่เหลือจะเจริญเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดเป็นไข้มาลาเรียอีก จะเกิดเฉพาะเชื้อชนิดฟัลซิปารัม ส่วนเชื้อชนิดมาลาริอีอาจเกิดได้จากเป็นไข้ครั้งแรก
- Cerebral malaria (มาลาเรียขึ้นสมอง) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงซึ่งจะเกิดเฉพาะเชื้อชนิดฟัลซิปารัม จะมีอาการสับสน เพ้อคลั่ง ชักกระตุกไม่รู้สึกตัว หมดสติ ขาดอำนาจควบคุมการพูด อัมพาตครึ่งซีก บางรายอาจจะบ้าคลั่งได้ ถ้ารักษาถูกต้องจะฟื้นคืนสติได้ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่ไม่เคยติดเชื้อมาลาเรียมาก่อน (ไม่มีภูมิคุ้มกัน)
ในระยะแรกไข้จะจับไม่เป็นเวลา อาจมีอาการไม่สบายในระยะ 2-3 วันแรก เช่น ปวดศรีษะ ปวดเมื่อย เพลีย เบื่ออาหาร หลังจากนั้นไข้จะจับเป็นเวลา แบ่งเป็น 3 ระยะ
1. ระยะหนาว จะหนาวสั่นประมาณ 15-20 นาที มีอาการหนาวสั่นขนลุก ห่มผ้าหลายผืนก็ไม่หาย อุณหภูมิในร่างกายจะสูงขึ้น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ผิวหนังเย็นซีด อาจคลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะบ่อย แล้วจะเข้าสู่ระยะร้อน
2. ระยะร้อน นานประมาณ 2 ชั่วโมง อุณหภูมิร่างกายสูง 39-40 องศาเซลเซียส ชีพจรเต้นแรง ความดันโลหิตสูง ลมหายใจร้อน หน้าผิวหนังแดงและแห้ง คลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำ บางคนจะมีอาการกระสับกระส่าย หรือไม่มีสติ ปวดศรีษะมากปวดลึกเข้าไปในกระบอกตา ถ้าเป็นเด็กอาจชัก ต่อมาเหงื่อเริ่มออก อาการจะคลายร้อน
3. ระยะเหงื่อออก กินเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว เหงื่อออกทั่วตัว ความดันโลหิตกลับสู่ปกติ ผู้ป่วยรู้สึกเพลียหลับไป เข้าสู่ระยะพัก ไม่มีไข้ รู้สึกสบายดี กินเวลา 1-2 วัน แล้วแต่ชนิดของเชื้อและจะจับไข้อีก
- Relapse คือการกลับมีอาการและมีเชื้อมาลาเรียในโลหิตอีก หลังจากหายแล้วโดยไม่ได้รับเชื้อใหม่อีก เกิดเฉพาะชนิดไวแวกซ์และโอวาเล่ เพราะทั้ง 2 ชนิดนี้มีเชื้อมาลาเรียหลบซ่อนที่เซลล์ตับ ซึ่งจะเจริญเข้าสู่เม็ดเลือดแดงอีก จึงทำให้เป็นไข้กลับ แต่อาการจะไม่รุนแรงเหมือนครั้งแรก
- Recrudescence คืออาการไข้กลับที่เกิดจากเชื้อมาลาเรียถูกทำลายไม่หมด เชื้อที่เหลือจะเจริญเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้เกิดเป็นไข้มาลาเรียอีก จะเกิดเฉพาะเชื้อชนิดฟัลซิปารัม ส่วนเชื้อชนิดมาลาริอีอาจเกิดได้จากเป็นไข้ครั้งแรก
- Cerebral malaria (มาลาเรียขึ้นสมอง) เป็นภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงซึ่งจะเกิดเฉพาะเชื้อชนิดฟัลซิปารัม จะมีอาการสับสน เพ้อคลั่ง ชักกระตุกไม่รู้สึกตัว หมดสติ ขาดอำนาจควบคุมการพูด อัมพาตครึ่งซีก บางรายอาจจะบ้าคลั่งได้ ถ้ารักษาถูกต้องจะฟื้นคืนสติได้ ส่วนใหญ่จะพบในผู้ป่วยที่ไม่เคยติดเชื้อมาลาเรียมาก่อน (ไม่มีภูมิคุ้มกัน)
5. การรักษา
หากมีอาการไข้และสงสัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยเร็ว หากพบว่าเป็นไข้มาลาเรียจะต้องรีบรักษา โดยต้องกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง อย่าหยุดกินยากลาคันเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น เพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อต่อยารักษา และจะต้องเปลี่ยนยาขนานใหม่อีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค ผู้อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่า ผู้ที่มีอาชีพหาของป่า หรือต้องปฏิบัติงานในป่า ซึ่งต้องเข้าไปในท้องที่ที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวพักค้างแรมในป่า
หากมีอาการไข้และสงสัยว่าเป็นไข้มาลาเรีย ควรรีบไปพบแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยเร็ว หากพบว่าเป็นไข้มาลาเรียจะต้องรีบรักษา โดยต้องกินยาให้ครบตามแพทย์สั่ง อย่าหยุดกินยากลาคันเมื่อเห็นว่าอาการดีขึ้น เพราะอาจจะทำให้เชื้อดื้อต่อยารักษา และจะต้องเปลี่ยนยาขนานใหม่อีกกลุ่มที่เสี่ยงต่อโรค ผู้อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในป่า ผู้ที่มีอาชีพหาของป่า หรือต้องปฏิบัติงานในป่า ซึ่งต้องเข้าไปในท้องที่ที่มีไข้มาลาเรียชุกชุม รวมถึงนักท่องเที่ยวที่นิยมเที่ยวพักค้างแรมในป่า
6. ข้อควรระวัง
1. หลังจากไปท่องเที่ยวค้างแรมในป่าเขา ประมาณ 10-14 วัน หากมีอาการไข้ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อขอเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยเร็ว
2. ผู้ป่วยไข้มาลาเรียบางรายอาจจะไม่แสดงอาการเด่นชัด แต่หากมีไข้หลังกลับจากค้างแรมในป่า ควรเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียเพื่อความปลอดภัยในชีวิต
3. สตรีมีครรภ์ หากเป็นไข้มาลาเรียอาจจะทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้
4. ผู้ป่วยไข้มาลาเรีย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะเป็นเชื้อมาลาเรียชนิดที่ขึ้นสมอง (ฟัลซิปารัม) อาจทำให้เสียชีวิตได้
1. หลังจากไปท่องเที่ยวค้างแรมในป่าเขา ประมาณ 10-14 วัน หากมีอาการไข้ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อขอเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยเร็ว
2. ผู้ป่วยไข้มาลาเรียบางรายอาจจะไม่แสดงอาการเด่นชัด แต่หากมีไข้หลังกลับจากค้างแรมในป่า ควรเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียเพื่อความปลอดภัยในชีวิต
3. สตรีมีครรภ์ หากเป็นไข้มาลาเรียอาจจะทำให้ทารกในครรภ์เสียชีวิตได้
4. ผู้ป่วยไข้มาลาเรีย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง โดยเฉพาะเป็นเชื้อมาลาเรียชนิดที่ขึ้นสมอง (ฟัลซิปารัม) อาจทำให้เสียชีวิตได้
7. การป้องกันและควบคุม
บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการกินยาป้องกันมาลาเรียก่อนเข้าพักแรมในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาลาเรียแล้วจะไม่เป็นไข้มาลาเรีย ความจริงการกินยาป้องกันมาลาเรียนั้นไม่มีความจำเป็นเพราะขณะนี้ยังไม่มียาป้องกันที่ให้ผลดี แต่อาจจะทำให้เชื้อดื้อต่อยารักษาได้ การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การไม่ให้ถูกยุงกัด เช่น นอนในมุ้ง หรือมุ้งชุบสารเคมีกันยุง ทายากันยุงที่ผิวหนัง พักอาศัยในบ้านหรือกระท่อมที่พ่นสารเคมีกันยุง สุ่มไฟไล่ยุง จุดยากันยุง พ่นยากันยุง หากไปพักค้างแรมในป่าหรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาลาเรียแล้ว หลังกลับมาควรสังเกตตนเองว่ามีไข้ภายใน 15 วัน หากมีอาการไข้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยทันที ที่มาลาเรียคลินิกหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน
บางคนเข้าใจผิดคิดว่าการกินยาป้องกันมาลาเรียก่อนเข้าพักแรมในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาลาเรียแล้วจะไม่เป็นไข้มาลาเรีย ความจริงการกินยาป้องกันมาลาเรียนั้นไม่มีความจำเป็นเพราะขณะนี้ยังไม่มียาป้องกันที่ให้ผลดี แต่อาจจะทำให้เชื้อดื้อต่อยารักษาได้ การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การไม่ให้ถูกยุงกัด เช่น นอนในมุ้ง หรือมุ้งชุบสารเคมีกันยุง ทายากันยุงที่ผิวหนัง พักอาศัยในบ้านหรือกระท่อมที่พ่นสารเคมีกันยุง สุ่มไฟไล่ยุง จุดยากันยุง พ่นยากันยุง หากไปพักค้างแรมในป่าหรือบริเวณที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาลาเรียแล้ว หลังกลับมาควรสังเกตตนเองว่ามีไข้ภายใน 15 วัน หากมีอาการไข้ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเจาะเลือดตรวจหาเชื้อมาลาเรียโดยทันที ที่มาลาเรียคลินิกหรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน
10 วิธีเพื่อความทรงจำดีๆ
อาจารย์ ดร.โรเบิร์ต ซาลโปลสกี ผู้เขียนหนังสือ "ทำไมม้าลายไม่เป็นโรคกระเพาะฯ" กล่าวว่า ม้าลายก็เครียดเป็นคล้ายๆ กับคนเรา ทว่า... เวลามันเครียด (เช่น สิงห์โตหรือหมาป่าไล่ ฯลฯ) มันจะวิ่งหนีจนเหงื่อตกกีบ การออกแรง - ออกกำลังช่วยทำลายความเครียด นั่นเอง ต่างจากคนเรา พอเครียดขึ้นมามักจะไม่มีโอกาสวิ่งแบบม้าลาย เลยเครียด และเป็นโรคกระเพาะฯ สิ่งที่มากับความเครียด คือ ความเครียดมีส่วนทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมพัส ซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำทำงานได้แย่ลงดังนั้น เราจึงแนะนำวิธีเพิ่มความจำดีๆ ไว้ 10 วิธีดังต่อไปนี้1.เหยาะ (จอกกิ้ง) ฯลฯ นาน 20-30 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์2.ฝึกคลายเครียด (relaxation) การฝึกสมาธิ ไทเกก (ชี่กง - ไทจี้) โยคะ ซึ่งช่วยทำให้การหายใจเข้า - ออกช้าลงอย่างน้อยวันละ 10 นาที3.ฝึกแสดงความชื่นชม (appreciation/ "แอพพรีชิเอ๊เชิ่น") การแสดงความชื่นชมควรเน้นที่การกระทำ ไม่ว่าใครทำอะไรดีๆ ควรแสดงความชื่นชมเสมอ เพื่อฝึกการมองโลกในแง่ดี คᅡ ี่ต้องชื่นชมก่อนคนอื่นทั้งหมดคือ ชื่นชมตัวi Bาเองเวลาเราทำอะไรดีๆ และชื่นชมคนรอบข้าง4.หาเครือข่ายสังคม (social network) เครือข่ายสังคมดีๆ ช่วยให้เรามองโลกในแง่ดี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข จึงควรเลือกคบเพื่อนดีๆ ญาติดีๆ และเครือข่ายสังคมดีๆ เช่น เครือข่ายพวกเราบน Gotoknow ฯลฯ5.ใช้ปฏิทินวางแผน ว่าจะทำอะไรก่อนหลังลงบนปฏิทิน อย่าปล่อยให้เรื่องวุ่นๆ รกสมองจนล้นทะลัก6.ลำดับความสำคัญ (list) เขียนไปเลยว่า จะทำอะไรก่อน - หลังอะไรสำคัญ - ไม่สำคัญ แบ่งเป็น 4 ช่อง และเลือกทำสิ่งที่รีบด่วน + สำคัญก่อนเสมอ7.ให้รางวัลตัวเองบ้าง เวลาเราทำอะไรดีๆ สำเร็จ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรฝึกให้รางวัลตัวเองบ้าง ผู้เขียนมักจะให้รางวัลตัวเองด้วยการกล่าว "สาธุ สาธุ สาธุ" กับตัวเอง หรือเดินเล่น (10-120 นาที)8.เลือกแต่สิ่งดีๆ (prioritize) เวลาไปงานหรือพบปะคนมากๆ ไม่จำเป็นต้องจำคนทุกคนให้ได้ เช่น ถ้าพบคน 25 คน เลือกจำคนดีๆ ที่ควรคบ 5 คนก็พอ ฯลฯ9.นอนให้พอ คนส่วนมากต้องการนอนวันละ 7 ชั่วโมง (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ลองสังเกตดูว่า นอนเท่าไหร่ที่จะทำให้สดชื่น และไม่ง่วงตอนบ่ายๆ แต่อย่านอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง... การนอนมากเกินทำให้อัตราตายจากโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นได้10.ข่าวดี คือ ไม่มียาหรืออาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มความจำได้ แม้แต่โสมก็ไม่ช่วย มีแต่ "ซองใส่ยา" หรือรองเท้าดีๆ สักคู่ ใส่มันเดินมากๆ วิ่งมากๆ ซองใส่ยานี้อาจช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ในระยะยาว
อาจารย์ ดร.โรเบิร์ต ซาลโปลสกี ผู้เขียนหนังสือ "ทำไมม้าลายไม่เป็นโรคกระเพาะฯ" กล่าวว่า ม้าลายก็เครียดเป็นคล้ายๆ กับคนเรา ทว่า... เวลามันเครียด (เช่น สิงห์โตหรือหมาป่าไล่ ฯลฯ) มันจะวิ่งหนีจนเหงื่อตกกีบ การออกแรง - ออกกำลังช่วยทำลายความเครียด นั่นเอง ต่างจากคนเรา พอเครียดขึ้นมามักจะไม่มีโอกาสวิ่งแบบม้าลาย เลยเครียด และเป็นโรคกระเพาะฯ สิ่งที่มากับความเครียด คือ ความเครียดมีส่วนทำให้สมองส่วนฮิปโปแคมพัส ซึ่งทำหน้าที่เก็บรักษาความทรงจำทำงานได้แย่ลงดังนั้น เราจึงแนะนำวิธีเพิ่มความจำดีๆ ไว้ 10 วิธีดังต่อไปนี้1.เหยาะ (จอกกิ้ง) ฯลฯ นาน 20-30 นาที อย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์2.ฝึกคลายเครียด (relaxation) การฝึกสมาธิ ไทเกก (ชี่กง - ไทจี้) โยคะ ซึ่งช่วยทำให้การหายใจเข้า - ออกช้าลงอย่างน้อยวันละ 10 นาที3.ฝึกแสดงความชื่นชม (appreciation/ "แอพพรีชิเอ๊เชิ่น") การแสดงความชื่นชมควรเน้นที่การกระทำ ไม่ว่าใครทำอะไรดีๆ ควรแสดงความชื่นชมเสมอ เพื่อฝึกการมองโลกในแง่ดี คᅡ ี่ต้องชื่นชมก่อนคนอื่นทั้งหมดคือ ชื่นชมตัวi Bาเองเวลาเราทำอะไรดีๆ และชื่นชมคนรอบข้าง4.หาเครือข่ายสังคม (social network) เครือข่ายสังคมดีๆ ช่วยให้เรามองโลกในแง่ดี และช่วยเหลือเกื้อกูลกันไม่ว่าจะยามทุกข์หรือยามสุข จึงควรเลือกคบเพื่อนดีๆ ญาติดีๆ และเครือข่ายสังคมดีๆ เช่น เครือข่ายพวกเราบน Gotoknow ฯลฯ5.ใช้ปฏิทินวางแผน ว่าจะทำอะไรก่อนหลังลงบนปฏิทิน อย่าปล่อยให้เรื่องวุ่นๆ รกสมองจนล้นทะลัก6.ลำดับความสำคัญ (list) เขียนไปเลยว่า จะทำอะไรก่อน - หลังอะไรสำคัญ - ไม่สำคัญ แบ่งเป็น 4 ช่อง และเลือกทำสิ่งที่รีบด่วน + สำคัญก่อนเสมอ7.ให้รางวัลตัวเองบ้าง เวลาเราทำอะไรดีๆ สำเร็จ ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ควรฝึกให้รางวัลตัวเองบ้าง ผู้เขียนมักจะให้รางวัลตัวเองด้วยการกล่าว "สาธุ สาธุ สาธุ" กับตัวเอง หรือเดินเล่น (10-120 นาที)8.เลือกแต่สิ่งดีๆ (prioritize) เวลาไปงานหรือพบปะคนมากๆ ไม่จำเป็นต้องจำคนทุกคนให้ได้ เช่น ถ้าพบคน 25 คน เลือกจำคนดีๆ ที่ควรคบ 5 คนก็พอ ฯลฯ9.นอนให้พอ คนส่วนมากต้องการนอนวันละ 7 ชั่วโมง (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ลองสังเกตดูว่า นอนเท่าไหร่ที่จะทำให้สดชื่น และไม่ง่วงตอนบ่ายๆ แต่อย่านอนเกินวันละ 9 ชั่วโมง... การนอนมากเกินทำให้อัตราตายจากโรคต่างๆ เพิ่มขึ้นได้10.ข่าวดี คือ ไม่มียาหรืออาหารเสริมที่ช่วยเพิ่มความจำได้ แม้แต่โสมก็ไม่ช่วย มีแต่ "ซองใส่ยา" หรือรองเท้าดีๆ สักคู่ ใส่มันเดินมากๆ วิ่งมากๆ ซองใส่ยานี้อาจช่วยให้ความจำดีขึ้นได้ในระยะยาว
แหล่งที่มา: www.sema.go.th
โรคธาลัสซีเมีย
โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมที่พบได้บ่อยถึงร้อยละ 10 ในประชากรไทย และพบว่าประชากรไทยเป็นพาหะของโรครวมกันนี้ประมาณ ร้อยละ 40 ( พาหะโรคธาลัสซีเมีย หมายถึง ผู้ที่มียีนธาลัสซีเมียผิดปกติเพียงข้างเดียว และยังคงเหลือยีนที่ปกติอีก 1 ข้างซึ่งเพียงพอที่จะทำหน้าที่ได้เพียงพอที่ร่างกายจะไม่เกิดความผิดปกติ ผู้ที่พาหะหรือเป็นแฝงของโรคธาลัสซีเมียจะมีสุขภาพเหมือนคนปกติทั่วไป)
สาเหตุของโรค
โรคธาลัสซีเมียนี้เป็นโรคซีดที่เกิดจากมียีนผิดปกติซึ่งจะทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่าย สาเหตุนั้นเกิดจากการสร้างโปรตีนในเม็ดเลือดที่ชื่อว่า “ฮีโมโกลบิน” ลดลง อาการแสดงของโรคจะแตกต่างกันตั้งแต่ไม่มีอาการจนถึงซีดมากจนต้องให้เลือดทดแทน หรือบางรายที่เป็นชนิดที่รุนแรงที่สุดอาจจะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาหรือภายหลังคลอด ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียที่รุนแรงน้อยลงมาก็จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เพื่อจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและเหมาะสม โรคธาลัสซีเมียจึงเป็นโรคที่มีผลกระทบในด้านสุขภาพ จิตใจ เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียจึงมีความจำเป็นมาก โดยการรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสถานภาพ และป้องกันไม่ให้มีทารกที่เกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือลดจำนวนทารกเกิดใหม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียลงให้มากที่สุด ดังนั้นการหาแนวทางที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ได้แก่ การให้ความรู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียโดยการจัดอบรมต่างๆ รวมถึงมีการคัดกรองพาหะของโรคนี้ด้วย

การถ่ายทอดของโรค
โรคธาลัสซีเมียมีลักษณะการถ่ายทอดแบบพันธุกรรม (พันธุ์ด้อย) กล่าวคือ หากมีความผิดปกติเพียงยีนเดียวจะไม่ปรากฏอาการ แต่หากมีความผิดปกติของยีนของทั้ง 2 ข้าง จึงจะมีอาการ เช่น
- ถ้าพ่อหรือแม่เป็นพาหะเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ โอกาสที่ลูกเป็นพาหะเท่ากับร้อยละ 50 แต่จะไม่มีลูกคนใดเป็นโรค
- ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคเพียงคนเดียวและอีกฝ่ายมียีนปกติ ลูกทุกคนจะมียีนแฝงแต่ลูกจะไม่เป็นโรค ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคควรแต่งงานกับผู้ที่ปกติไม่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงอยู่ วิธีนี้ลูกจะไม่เป็นโรค
- ถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคเพียงคนเดียว และอีกฝ่ายมียีนแฝง ในการตั้งครรภ์แต่ละครั้ง โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 โอกาสที่ลูกจะมียีนแฝงเท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 เช่นกัน
- ถ้าพ่อและแม่มียีนแฝงทั้งคู่ โดยไม่มีอาการผิดปกติ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 โอกาสที่ลูกมียีนแฝงเหมือนพ่อหรือแม่เท่ากับร้อยละ 50 หรือ 2 ใน 4 โอกาสที่จะมีลูกปกติเท่ากับร้อยละ 25 หรือ 1 ใน 4 โอกาสเสี่ยงเท่ากันในทุกการตั้งครรภ์
ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียส่วนใหญ่จะมีอาการซีด รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลง กระดูกบริเวณโหนกแก้มโปนขึ้น, หน้าผากยาว ในเด็กพบว่าการเจริญเติบโตช้า กระดูกแขนขาหักง่าย ตับม้ามโต มีแผลที่ขาได้บ่อยๆ มีโอกาสเป็นนิ่วในถุงน้ำดีได้มากกว่าปกติ ถ้าซีดมากมีโอกาสที่หัวใจล้มเหลวได้ เนื่องจากในผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องรับเลือดบ่อยๆ จึงพบภาวะเหล็กเกิน และต่อมไร้ท่อทำงานผิดปกติได้
การตรวจวินิจฉัย
การวินิจฉัยพาหะโรคธาลัสซีเมีย ต้องใช้เทคนิคที่เหมาะสมเพื่อให้ผลถูกต้องและแม่นยำ ซึ่งจะมีผลต่อการให้การปรึกษาและตัดสินใจเกี่ยวกับการมีบุตรของผู้ที่มียีนแฝงของโรคธาลัสซีเมีย (ผู้ที่เป็นพาหะ) ด้วยการตรวจหาความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง การดูความเปร่าของเม็ดเลือด และการตกตะกอนของฮีโมโกลบินที่ไม่อยู่ตัว หรือตรวจหาชนิดของฮีโมโกลบินและการตรวจความผิดปกติของโรคในระดับของ DNA หรือยีน
การป้องกันและควบคุม
ประเทศไทยมีอุบัติการณ์ของผู้ที่มียีนโรคธาลัสซีเมียแฝงสูงมากถึงร้อยละ 30-40 ของประชากรไทย โดยไม่มีอาการแสดงความผิดปกติ สามารถแบ่งผู้ที่มีโอกาสเป็นพาหะโรคธาลัสซีเมียได้เป็น 2 กลุ่มดังนี้
1. ผู้ที่อาจจะมียีนแฝงของโรค : ควรได้รับการตรวจเลือดซึ่งได้แก่
ก. คนไทยทุกคน
ข. ถ้ามีคนในครอบครัว เช่น พี่ น้อง ญาติที่ป่วยเป็นธาลัสซีเมียมีโอกาสที่จะมียีนของโรคนี้แฝงอยู่จะสูงขึ้นกว่าคนทั่วไป2. ผู้ที่มีโรคแฝงอย่างแน่นอน โดยไม่ต้องตรวจเลือด ได้แก่
ก. ถ้ามีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมียแสดงว่า ทั้งพ่อและแม่มียีนแฝงหรือเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียอย่างแน่นอน
ข. ถ้าผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียที่มีอาการไม่รุนแรงมาก มีบุตร บุตรทุกคนจะมียีนของโรคธาลัสซีเมียอย่างแน่นอน
แพทย์สามารถให้การวินิจฉัยภาวะที่มียีนของโรคแฝงโดยอาศัยประวัติครอบครัวและการตรวจเลือดวิธีพิเศษ สำหรับการตรวจหายีนของโรคธาลัสซีเมีย การที่ร่างกายแข็งแรง สุขภาพดี เคยได้รับการตรวจเช็คร่างกาย มีลูกปกติแล้ว 1-2 คน หรือแม้แต่ผู้ที่เคยบริจาคเลือด ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยืนยันว่ามิได้มียีนแฝงของโรคธาลัสซีเมียแฝง ดังนั้นผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมียีนของโรคแฝงหรือพาหะนั้นควรไปพบไปพบแพทย์ ตรวจเลือดหายีนของโรคธาลัสซีเมียแฝงก่อนที่จะว่างแผนแต่งงานหรือ มีบุตรคนต่อไป เพื่อป้องกันการมีลูกเป็นโรคธาลัสซีเมีย
การป้องกันและควบคุมโรคธาลัสซีเมียที่จะให้ได้ผลสำเร็จได้นั้นมีความสำคัญที่การให้คำปรึกษาและแนะนำในผู้ที่จะเตรียมแต่งงาน หรือต้องการมีบุตร ผู้ที่เป็นพาหะของโรคฯ ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้ผู้ที่มารับการปรึกษานั้นเข้าใจเกี่ยวกับการถ่ายทอดโรค การป้องกันไม่ให้เด็กเกิดใหม่เป็นโรคหรือพาหะของโรค รวมทั้งเข้าใจสถานการณ์ของโรคในปัจจุบัน เพื่อคุณภาพของเด็กไทยในอนาคต
อาหารต้านมะเร็ง
- ผัก ผักมีกากใยปริมาณมาก ซึ่งผักที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและสารต้านมะเร็ง ได้แก่
- กลุ่มผักมี สี เช่น บีทรูท ผักโขม แครอท มะเขือเทศ ยิ่งมีสีเข้มมมากเท่าไหร่ นั่นหมายถึงว่ามีสารที่มีประโยชน์ (phytochemical) มากขึ้นเท่านั้น รงควัตถุเหล่านี้ได้แก่ ไบโอฟลาวินอยด์ 20,000 ชนิด และแคโรทีนอยด์ 800 ชนิด ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องร่างกายและยังช่วยกระตุ้นภูมิคุ้ม กันในการทำลายเซลล์มะเร็ง
- กลุ่ม กะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี บร็อคโคลี กะหล่ำดอก ในผักชนิดนี้จะมีสารต้านมะเร็ง สารที่ช่วยขจัดสารพิษ ตลอดจน อินดอล-3-คาร์บินอลและซัลโฟราเฟน
- หัวหอม&กระเทียม – ประกอบด้วยไบโอฟลาวินอยด์หลายชนิดด้วยกัน หนึ่งในนั้นได้แก่ เคอร์ซิทิน ซึ่งสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้ นอกจากนี้ยังมีสารต้านมะเร็งอื่นๆ ได้แก่ อัลลิซิน , เอส-อัลลิล ซิสทีอิน, ซีลีเนียม และสารที่เรายังไม่รู้จักอีกมาก มาย ดังนั้นจึงเป็นเรื่องดี ที่เราจะรับประทานกระเทียมและหัวหอม เป็นประจำ - ปลาน้ำเย็น เช่น แซลมอน คอท แมคเคอเรล ซาร์ดีน ทูน่าและปลาจากทะเลน้ำลึก ในปลา เหล่านี้จะอุดมไปด้วยไขมันที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ได้แก่ EPA (eicosapentaenoic acid) และ DHA ( docosahexaenoic acid) ซึ่งชะลอการแพร่ของมะเร็ง กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน และยังประกอบด้วยแร่ธาตุต่างๆที่พบในน้ำทะเล แต่ไม่พบในดิน
- ถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลิสง ในถั่วเหล่านี้พบว่ามีสารต้านโปรตีเอสในปริมาณสูง(มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง) นอกจากนี้ยังพบว่ามีอินโนซิทอล เฮกซาฟอสเฟต(กรดไฟตริก ซึ่งในท้องตลาด จะขายในรูปของ IP-6) และจีเนสเตอิน (ทำให้เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็งตีบลง) นอกจากนี้ในถั่วยังอุดมไปด้วยกากใยที่สามารถละลายน้ำได้ ซึ่งจะช่วยในขบวนการทำความสะอาดของร่างกายตามธรรมชาติ
- เมล็ดธัญพืช เช่นข้าว โอ๊ต บาร์เลย์ ข้าวโพด ข้าวสาลี เนื่องจากเมื่อกากใยของพืชเหล่านี้แตกตัวที่ลำไส้จะเปลี่ยนเป็นกรดบิวไทริก ที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง
- สาหร่ายทะเล จะประกอบด้วยสารบางชนิดที่ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และยังประกอบด้วยกากใยชนิดพิเศษที่สามารถละลายน้ำได้ซึ่งจะเป็นตัวกลางในการ นำไขมันอันตราย สารอนุมูลอิสระ สารพิษต่างๆออกจากลำไส้ นอกจากนี้สาหร่ายทะเลยังเป็นแหล่งของแร่ธาตุอย่างดีจากน้ำทะเล
- เบอร์รี่ เช่น ราสเบอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ เชอร์รี่ เบอร์รี่สีดำ เพราะในเบอร์รี่จะมีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูง และยังมีกรดอัลลาจิกที่จะทำลายเซลล์มะเร็งให้ตาย
- โยเกิร์ต เนื่องจากในโยเกิร์ตจะมีแบคทีเรียชนิดแลคโตบาซิลัส ที่สามารถหมักนมให้เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อทางเดินอาหารและระบบภูมิคุ้มกัน และเนื่องจากกว่า 80% ของระบบภูมิคุ้มกันจะอยู่ที่ทางเดินอาหาร ดังนั้นโยเกิร์ตจึงเป็นอาหารที่จัดว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับร่างกายในการป้องการติดเชื้อและยังช่วยต้านมะเร็งอีกด้วย
- ชาเขียว ประกอบด้วยคาเทชินและสารเคมีในพืชอีกหลายชนิดด้วยกัน จากงานวิจัยของสถาบันมะเร็งแห่งชาติประเทศญี่ปุ่นและจีน พบว่าชาเขียวสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งและยังสามารถเปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้ เป็นเซลล์ปกติได้
หมายเหตุ การดื่มชาเขียวให้ได้รับประโยชน์เต็มที่นั้น ต้องดื่มทันทีหลังจากชงเสร็จ เนื่อง จากถ้าทิ้งไว้ชาเขียวจะทำปฎิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ ทำให้สูญเสีย คุณค่าไป - เครื่อง เทศ -มาสตาร์ด พริก พริกไท กระเทียม หัวหอม ขิง โรสแมรี่ อบเชยและเครื่องเทศอื่นๆที่ใช้ปรุงแต่งรส สามารถต้านมะเร็งและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
- น้ำสะอาด - เป็นเรื่องแปลกที่กว่า 2 ใน 3 ของพื้นที่บนโลกและของร่างกายนั้นประกอบด้วยน้ำ เนื่องจากน้ำนั้นเป็นเป็นสารตัวกลางสำคัญของร่างกายที่ใช้ในขบวนการต่างๆของ เซลล์ อาทิเช่น ควบคุมสมดุลกรด-ด่าง การทำความสะอาด การขจัดสิ่งสกปรก และยังนำพาสารอาหารที่มีประโยชน์เข้าสู่เซลล์ ตลอดจนนำของเสีย หรือสารพิษออกจากเซลล์อีกด้วย
อาหารชั้นเยี่ยม
ถึงแม้ว่า อาหารหลากหลายชนิดจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่มีอาหารเพียงไม่กี่อย่างที่จัดว่าเป็น อาหารชั้นเยี่ยม ซึ่งได้แก่
ถึงแม้ว่า อาหารหลากหลายชนิดจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย แต่มีอาหารเพียงไม่กี่อย่างที่จัดว่าเป็น อาหารชั้นเยี่ยม ซึ่งได้แก่
- กระเทียม เป็นเครื่องเทศกลิ่นแรงที่ใช้ประกอบอาหารกันมามากกว่า 5,000 ปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นส่วนประกอบในสูตรยาฆ่าเชื้ออีกด้วย หลุยส์ ปาสเตอร์พบว่า กระเทียมสามารถฆ่าเชื้อที่อยู่ในจานเพาะเชื้อได้ และยังพบว่ากระเทียมจะกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการป้องกันเซลล์ มะเร็ง อับดุลลาห์ แพทย์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดา พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวของผู้ที่กินกระเทียม สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้ดีกว่าเซล์เม็ดเลือดขาวของผู้ไม่กินกระเทียมถึง 139 % มีการทดลองพบว่าทั้งกระเทียมและหัวหอมสามารถลดการเกิดมะเร็งที่ผิวหนัง และจากการให้หนูทดลองกินกระเทียม พบว่าในหนูที่มีแนวโน้มว่าทางพันธุกรรมว่าเป็นมะเร็งได้ง่าย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งลดลง
มะเร็งที่พบได้บ่อย คือมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งนักวิจัยชาวจีน พบว่าการบริโภคกระเทียมและหัวหอมในปริมาณสูงๆ สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งที่กระเพาะลงได้ครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้กระเทียมยังทำให้ตับสามารถทนต่อสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้มากขึ้น ด้วย และด้วยกลไกการออกฤทธิ์ของกระเทียมที่จะทำลายเฉพาะเซลล์มะเร็ง แต่ไม่ทำลายเซลล์ปกติ ดังนั้นจึงสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย - แคโร ทีนอย ทั้งแคโรทีนอยและไบโอฟลาวินอยในพืช จัดว่าเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และยังกระตุ้นการทำงาของระบบภูมิคุ้มกันอีกด้วย โดยที่หน้าที่หลักของแคโรทีนอย คือจะเป็นพิษต่อเซลล์มะเร็ง แคโรทีนอยจะพบทั้งในผัก-ผลไม้สีเขียวและสีส้ม ส่วนไบโอฟลาวินอยจะพบในพวกผลไม้รสเปรี้ยว ธัญพืช น้ำผึ้ง
- หัวกะหล่ำ ได้แก่ บร็อคโคลี, กะหล่ำปลี, กะหล่ำปลีbrussel, ดอกกะหล่ำ ซึ่งพืชเหล่านี้จะมีส่วนหัวอยู่ติดกับพื้นดิน เนื่องจากในพืชชนิดนี้จะมีสารอินโดล ซึ่งมีฤทธิ์ต้านมะเร็ง นักวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้นส์ พบว่าในสัตว์ทดลองที่เลี้ยงด้วยพืชประเภทนี้ เมื่อได้สารก่อมะเร็งชนิดอัลฟาทอกซินนั้นโอกาสเกิดมะเร็งลดลงถึง 90 %
- เห็ด นักวิทยาศาสตร์พบว่าเห็ดไรชิ ,เห็ดชิตาเกะ ,เห็ดไมตาเกะ มีสารต้านมะเร็งในปริมาณสูง มีการทดลองให้สัตว์กินสารสกัดจากเห็ดไมตาเกะ พบว่า 40%ของสัตว์ทั้งหมดสามารถกำจัดมะเร็งได้หมดสิ้น ส่วนอีกสัตว์อีก60%นั้นสามารถกำจัดมะเร็งได้ถึง 90% ใน เห็ดไมตาเกะ ประกอบด้วยโพลีแซคคาไลท์ ที่ชื่อว่า เบต้า-กลูแคน ซึ่งช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความดันเลือด
- ถั่ว บรรดาเมล็ดพืชทั้งหลายที่มีเปลือก จะมีสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ทำให้ร่างกายของเราไม่สามารถย่อยเมล็ดเหล่านั้น ได้โดยตรง จาการค้นพบที่ผ่านมาพบว่าสารโปรตีเอสอินฮิบิเตอร์ สามารถยับยั้งการโตของเซลล์มะเร็งได้ สถาบันมะเร็งนานาชาติ พบว่าในอาหารประเภทถั่วนั้นประกอบด้วยสารไอโซฟลาโวนและสารไฟโตเอสโตรเจนที่ มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี และจากงานวิจัยของDr. Ann Kennedy พบว่าในถั่วมีคุณสมบัติดังนี้
• ป้องกัน การเกิดมะเร็งในสัตว์ที่ได้สารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง
• ในงาน วิจัยบางงานพบว่า สามารถทำให้เซลล์มะเร็งโตช้าลง
• ลดผลข้าง เคียงของการใช้ยาและรังสีเพื่อการรักษามะเร็ง
• สามารถ เปลี่ยนเซลล์มะเร็งให้เป็นเซลล์ปกติได้
นอกจาก นี้ยังมีอาหารอีกหลายชนิดที่สามารถยับยั้งการแพร่ของมะเร็งได้ อาทิเช่น แอปเปิ้ล แอพริคอท บาร์เล่ย์ ผลไม้รสเปรี้ยว แครนเบอร์รี่ ปลา น้ำมันปลา ขิง โสม ชาเขียว ผักโขม สาหร่ายทะเล
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น